ช่วงการกลับบ้านของเดือนที่แล้ว 17-26 ม.ค. มีภาระสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทำ

คือการไปไหว้ตรุษจีนที่บ้านหลังเดิม(ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วครับ) แต่ก็ไหว้ตั้งวันที่ 25

ผมกลับไปถึงกทม.เลยไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ก่อน 2 วัน 1 คืน

ผมมันพวกบ้านนอกเข้ากรุงครับ ไม่ค่อยรู้จักที่ทางในกทม.ซักเท่าไหร่

เพื่อนผมมารับ แล้วพาไปที่มาบุญครองก่อน(ผมเองต้องไปซือ้ของบางอย่างที่นี่ครับ)

แล้วไปต่อที่ตึกแพลทตินั่มที่ประตูน้ำ เพื่อนผมมันพาเดินกัน ขาลากเลยครับ

ผมซื้อเสื้อผ้าไปเยอะมาก และได้เสื้อผ้าไปฝากคุณมัลลิกาและแฟนเธอด้วยครับ

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นสายมาก ไปเดินจตุจักรต่อครับ แต่มันจอดรถโคตรไกลอ่ะ

ผมก็บ้าเสือกซื้อหนังสือไป 5000+บาท หนักมาก ร้อนด้วย เกือบตายกันเลยทีเดียวครับ

แล้วเพื่อนผมก็ไปส่งผมที่หมอชิต เพื่อนั่งรถทัวร์ไปลงที่สีคิ้ว

ที่มีแฟนคุณมัลลิกามารอรับ ไปนอนเล่นที่บ้านคุณมัลลิกา

บ้านคุณมัลลิกาอยู่บนเขา ชนิดที่สุดถนนลาดยางยังต้องไปต่อถนนทางลูกรังขึ้นไปอีก 7+ กม.

ไกลมากครับ แต่อากาศก็ดีกว่าในเมืองมากมาย ช่วงที่ในเมืองอากาศหนาว ๆ กัน ที่นี่ 7 องศาครับ

ด้วยความที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 400+ เมตร ทำให้อากาศไม่ร้อนมากนัก

ช่วงหน้าร้อน คนที่ขี้ร้อนต้องอยุ่ในห้องแอร์ตลอดอย่างผม ก็อยู่ได้ด้วยพัดลม 1 ตัว

 

ผมมานอนเล่นเกลือกกลิ้งให้คุณมัลลิกาเลี้ยง อยู่ 3 วัน ก็เริ่มเบื่อครับ

กูจะไปไหนดีน้า......... จะไปที่ไหนก็ไปคนเดียว น่าเบื่อแย่

เช้าวันที่ 21 ผมเลยเกริ่นกับคุณมัลลิกาว่า

"ม้าๆ เดี๋ยวโอ๋ว่าจะไปหาเพื่อนที่ขอนแก่นแล้วอาจจะไปเที่ยวลาวต่อ"

แล้วก็พูดตามมารยาทว่า   "ม้าอยากไปด้วยมั้ยครับ??...." 

"ไปได้งัย ไม่มีพาสปอร์ต "

"โอ๊ย..ม้าแค่ข้ามฝั่งไปแค่เวียงจันทร์ ไม่ต้องมีพาสปอร์ตก็ได้ วีซ่าก็ไม่ต้องทำ เอารถเราข้ามไปก็ได้

ไปนอนที่หนองคาย 1 คืน แล้วไปนอนที่เวียงจันทร์อีกคืน แล้วค่อยกลับ"

"จริงเหรอ? ไปกี่วันล่ะลูก แต่ถ้าม้าไปด้วยจะกวนโอ๋ รึเปล่าล่ะลูก? "

อันนี้เค้าเรียกว่าถามดักเชิง ประมาณว่าต้องตอบว่าไม่กวนแน่นอน

"ไม่หรอกม้า ถ้าม้าไม่ไป โอ๋ก็ไปคนเดียวอยู่ดี"

"เออ ๆ อยากไปเหมือนกัน เดี๋ยวไปถามป๊าก่อน ว่าป๊าอยากไปรึเปล่า ป๊า ๆๆๆๆๆ(ตะโกนเรียกมาเลยครับ)"

แล้วเค้าก็คุยกัน 2 คนตายาย บอกมาว่า ยังไม่ได้ซื้อของเข้าร้าน(โชว์ห่วยของเธอ)เพิ่ม

ต้องไปซื้อมาก่อน แล้วเรียกน้องชายคนเล็กมาเฝ้าร้านให้ระหว่างที่ไม่อยู่

คุณมัลลิกาสั่งแฟนเธอ "ลงไปซื้อของวันนี้เลย(ทั้งๆที่สายแล้ว ปกติ ถ้าจะซื้อของ

เค้าจะลงไปกันแต่เช้าครับ) วันพรุ่งนี้จะได้ไปกัน" (แล้วแฟนเธอลงไปซื้อของเลยครับ)

 

อะไรนี่ตกลงกันรึแล้ว ว่าจะไป อ๊ะ...ใจง่ายทั้งคู่เลยนะนี่

 

แถมเห่ออีกตะหาก ตอนอยู่บนรถก็โทรบอกคนโน้นคนนี้ว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศ   555555

 

เช้าครับ มาเลย ปลุกผมตั้งกะแปดโมง(ปกติเวลาผมหยุดไปนอนที่บ้านเธอ เธอจะไม่ปลุกครับ

ปล่อยให้นอนกันให้เต็มที่ เธอรู้ว่าผมเหนื่อยเวลาผมมาทำงาน เวลาพักก็เลยปล่อยเต็มที่ครับ)

แต่กว่าจะออกจากบ้านก็ 11โมงกว่า ผมบอกว่าเราจะไปสบายๆ ไม่รีบ

เพราะว่าตั้งเป้าไว้แค่ว่าคืนนี้จะไปนอนที่หนองคาย ให้ถึงหนองคายคืนนี้เป็นพอ

แต่ด้วยสัมภเวสีที่เท้า ทำให้ผมไปถึงขอนแก่นภายในเวลา ไม่ถึง 2 ชม.

(สีคิ้วถึงขอนแก่นประมาณ 210+กม.) 555555

ไปกินอาหารเที่ยง แต่เวลาบ่ายที่ขอนแก่น เมื้อแรกไปกินก๋วยจั๊บเจ้าเก่าในเมือง

ตามสไตล์แม่ผม "มัน..พอกินได้" เสร็จแล้วคุณมัลลิกาเธออยากเปลี่ยนทรงผม

เลยพาคุณมัลลิกาไปตัดผมที่ร้านเก่าแก่ช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่ขอนแก่น

แต่เธอไม่จ่ายตังค์อ่ะ..... เธอบอกว่าเธอไม่มีตังค์ หืม?? อะไรนะ

"แล้ว....ม้าจะไปเที่ยวเนี่ย เอาเงินมาเท่าไหร่"

" 200 "

"ห๊า.......200 แล้วถ้ามีเหตุฉุกเฉินอ่ะจะทำงัยล่ะม้า เงินค่ารถกลับบ้านยังไม่พอเลยอ่ะ"

"ไม่เป็นไร ชั้นมากับลูกชั้น ลูกชั้นรวย เค้าออกให้หมดเลย"

โหหหหหหห ช่างกล้ามากกกกกกกกกกกกกก กะไม่ออกตังค์เห็น ๆ เลยอ่ะ

 

ตัดผมเสร็จ เค้าก็หยอกเอินกันสองคน ว่าตัดออกมาแล้วสวยมั้ย

ม้า......."ป๊าๆ ม้าตัดทรงนี้แล้วเป็นงัย "

ป๊า...... "เหมือนได้เมียใหม่ ไฉไลกว่าเดิม "

โอยๆๆๆๆๆๆๆๆ  5555  ไม่เกรงใจลูกก็เกรงใจอายุมันหน่อยเหอะ

 

ตัดผมเสร็จก็ตรงดิ่งไปที่หนองคายเลยครับ ไปถึงไปกินข้าวกับรุ่นพี่ผมที่ริมโขง

แล้วก็นั่งกินนมต่อ เสร็จแล้วตรงกลับที่พักทันทีครับ เพื่อเตรียมเที่ยววันรุ่งขึ้นครับ

 

 

 

อัพครั้งหน้าจะเป็นตอนของคุรมัลลิกา ณ เวียงจันทร์ ครับ

 

คิดถึงคนอ่านนะนี่ แต่ไม่ค่อยมาอัพ

เพราะเราอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

 

 

 

พรหมลิขิตบันดาลชักพา

posted on 12 Jan 2009 16:03 by idiopathic

ขอโทษครับที่หายไปนาน ช่วงนี้ติดอ่านนิยายทางอินเตอร์เนทมาหลายวันแล้วครับ

อ่านหัวปักหัวปำมาก ๆ อ่านถึงเช้าแล้วทำงานต่อ ไม่หลับไม่นอนอ่านถึงตี 4 อีก

โอยเกือบตายเลยครับ

เอนทรี่นี้พิมพ์ไว้นานแล้วครับ แต่ดราฟไว้ ไม่ได้อัพทิ้งไว้จนราจะขึ้นแล้วค่อยมาอัพ 

เลยเอาอันนี้มาอัพให้อ่านเล่น ๆ ไปก่อนครับ

 

เคยคิดเล่นๆมั้ยครับ ว่าตกลงโชคชะตามันมีจริงรึเปล่า

แล้วไอ้ที่เราต้องเจอ ๆ กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเนี่ย มันเกิดจากอะไร

พระพรหมจะมีจริงมั้ย แล้วท่านมีเวลาว่างมากนักหรือไง

ถึงมายุ่งวุ่นวายกับสิ่งมีชีวิตอย่างเราๆท่านๆ

แล้วคงมีหูมีตาเป็นสัปปะรดเลยนะครับ ถึงได้รู้ไปหมดทุกอย่าง

ทางพระพุทธศาสนาที่ถูกครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนมา ก็ว่ามันเป็นเรื่องของกรรม

แต่ไม่รู้หรอกว่าเป็นกรรมที่เราทำเอาไว้เองตั้งกะเมื่อไหร่ แต่มันจะเลือกเวลาที่เหมาะสม

แล้วก็กลับมาซ้ำเติมเรา แล้วเวรกรรมต่างก็จากพรหมลิขิตครับ

เวรกรรมเกิดจากกรรมเก่าที่เราเคยทำมา หรืออาจจะเป็นกรรมใหม่ที่เค้ากำลังจะสร้างกับเราก็ได้

ทุกวันนี้เวลามีเรื่องอะไรก็ตาม เห็นมีแต่คนโทษคนอื่น โทษโชคชะตา โทษพรหมลิขิต

ไม่เห็นโทษในสิ่งที่ตัวเองทำเลย

 

อารัมภบทมานาน แค่เปิดเรื่องครับ

พอดีเห็นคนตายอีกแล้ว

เป็นอารมณ์ที่แบบไม่รู้ตัวครับว่าจะตาย คาดว่าไม่รู้ตัวหรอกครับ

คนที่ตายเป็นเด็กครับ แต่ดันมีพฤติกรรมกึ่งฆ่าตัวตาย กึ่งไม่ได้ตั้งใจครับ

เพราะเด็กคนนี้อายุ 4 เดือนพอดีเป๊ะเลยครับ คงจะไม่ได้น้อยใจใคร จนตั้งใจจะฆ่าตัวตาย

พอดีน้องเค้าตื่นกลางดึกที่พ่อแม่เค้าหลับสนิท

แล้วใช้ความสามารถที่ฟ้ากำหนด ให้เด็กอายุ 4-5 เดือนทำได้พอดี คือเริ่มพลิกตัวได้ครับ

อาจจะเป็นครั้งแรกที่น้องเค้าพลิกตัวได้รึเปล่าไม่รู้ครับ

แต่น้องเค้าใช้ความสามารถผิดเวลาไปหน่อย ไม่รู้ว่าพลิกไปกี่ทีแต่ที่แน่ๆ ตกเตียงครับ

ตกไปเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่แม่ตื่นมามองไม่เห็นลูกบนเตียง มองไปที่พื้น

น้องเค้าลงไปนอนเอาคอไปพาดอะไรไม่รู้แต่ไม่หายใจ ไม่รู้ว่าตกลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่แม่น้องเค้ารีบมารพ. มาถึงไม่เหลืออะไรเลยครับ หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว

แต่เราก็ช่วยเต็มที่เลยครับ ปั๊มอยู่เกือบชม. ไม่ขึ้นครับ แม่เค้าร้องไห้เกือบตายตามไปเลยครับ

เฮ้อ... ได้แต่ปลงครับ

ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ความตายไม่เลือกเพศ หรือ อายุ นี่เห็นๆเลยครับ จริงมากๆ

แล้วจะให้โทษแม่เด็ก โทษเด็ก รึว่าโทษโชคชะตาดีหรอครับ

 

เนื่องด้วยจากหน้าที่การงาน จึงเห็นการตายบ่อย ๆ

ยิ่งแต่ก่อนทำงานในรพ.รัฐบาล ยิ่งกว่านี้อีกครับ บางคืนเก็บไป 5-6 ศพ

เขียนใบรับรองการตายคล่องไปเลย (ไม่ได้ว่ารพ.รัฐรักษาแย่กว่านะครับ มันมีหลายองค์ประกอบ คนไข้มากกว่าก็ตายเยอะกว่า โรคหนัก ๆ ค่ารักษาเริ่มบานปลายก็มารักษาต่อที่รพ.รัฐ ฯลฯ อะไรเงี้ย )

ผมก็ปลงได้นะครับ แต่ก็ไม่ได้ทำได้ทุกเคสหรอกครับ

ตอนเพื่อนผมตายก็ร้องไห้ไปหลายวันเหมือนกัน

แต่ไม่ชอบเลยครับ เคสฆ่าตัวตาย บางเคสต้องเฝ้าทั้งคืน

จะปล่อยตายก็สงสาร ไม่ค่อยสงสารคนไข้ที่ฆ่าตัวตายเท่าไหร่

แต่ที่สงสารอ่ะสงสารพ่อแม่เค้าครับ

 

ตอนอกหักก็เคยคิดว่าอยากตาย แต่พอนึกถึงพ่อถึงแม่ ผมรู้สึกรับไม่ได้ที่จะตายไปอย่างนี้

มันดูไร้ประโยชน์อ่ะ กว่าจะเลี้ยงให้โตมาได้ ลำบากไปเท่าไหร่ หมดเงินไปเท่าไหร่(ออกแนว.. งก)

ต้องอยู่เลี้ยงดูเค้าก่อน เท่านั้นเองครับ

แต่เพื่อนผมมันว่า ถ้าเราตายแฟนเราจะแค่เสียใจ อย่างมากก็แค่ซัก 2 อาทิตย์

แล้วมันก็จะลืมเราไป แต่ที่มันจะจำได้ คือมีคนโง่ ๆ เคยฆ่าตัวตายเพราะมันมาเเล้ว

เพราะงั้นต้องอยู่เตือนความจำมันไปเรื่อย ๆ (มันเตือนแบบออกแนว...พยาบาท ดี)

ใครจะจำไปใช้ก็ได้นะครับ ไม่สงวนสิทธิ์แต่ประการใด

 

สุดท้ายก้เลยทนอยู่และก็อยู่ทนมาได้จนบัดนี้

วันนี้ออกแนวแงดๆนิดหน่อยอย่าว่ากันนะครับ

 

 

 

 

ขอบ่นซักหน่อยเหอะ

posted on 06 Jan 2009 13:22 by idiopathic

สวัสดีครับ ช่วงนี้หายหน้าไปนาน ไม่ได้มาอัพบล๊อคเท่าไหร่(คือไม่ได้มาเลยครับ)

เพราะว่าช่วงนี้งานยุ่งมากครับ จะเปิดเนทยังไม่มีเวลาเลยครับ(แต่ดีจัยจังมีคนมาเม้นต์ด้วยอ่ะ)

 

วันนี้ไม่อยากเล่าอะไรเท่าไหร่ อยากบ่นมากกว่า

คือ........ผมทำงานที่รพ.เอกชน ที่เสียมเรียบ กัมพูชา

ช่วงที่บ้านเราสถานการณ์ไม่ค่อยดีที่นี่ก็พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย

คนไข้น้อยลงทันตา พอบ้านเราดีขึ้นเท่านั้นแหล่ะครับ แห่แหนกันมาทันทีทันใด

งานเข้าเลยครับ ขึ้นเวรทุกวันเลยครับ เพราะมีพี่ที่คอยสลับเวรลากลับบ้านพร้อมกัน 2 คน

เหนื่อยมากกกกกกกกกกกก นอนก็น้อย แถมมีแต่เคสมีปัญหา เฮ้อ.....

 

คนไข้ฝรั่งนี่มันขี้กลัวนะครับ อะไรนิดหน่อยมันก็กลัวมาก

แค่ท้องเสีย ต้องอธิบายให้มันเข้าใจ บางเคสเป็นชม. แค่ท้องเสียนะพี่ค้าบบบบ ไม่ใช่มะเร็ง

อารายจากัวขนาดน้านคับพี่................. แต่ให้นอนรพ. ก็ไม่เอา

บอกว่ามันมาเที่ยวไม่ได้มานอนรพ. .............เอากับมันสิครับ

ยิ่งมาลาเรีย รึว่าไข้เลือดออกนะ ได้ยินงี้ คนไข้แทบช๊อค กลัวขี้เล็ดเยี่ยวเล็ดเลยคับ

บางคนร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร โธ่พี่ครับ ยังไม่ได้แย่ขนาดนั้นซะหน่อย

แต่ก็เข้าใจนะครับว่าบ้านเค้าไม่มีเหมือนเรา แต่มันก็ทำเกินไป ไม่เคยมาเมืองร้อน

กลัวมาลาเรีย แต่เสือกนอนไม่ปิดหน้าต่าง .......ค่ะ...... ยุงมันไม่หามกลับไปกินที่รังก็ดีถมไป

 

แต่ที่เบื่อมากก็เคสเกาหลีนี่แหล่ะครับ ที่นี่ประชากรชาวเกาฯ ที่นี่เยอะโคตรๆ

ไม่รู้ว่าที่นี่มันเคยเป็นเมืองขึนมันมาก่อนรึงัย มาเที่ยวกันเยอะมากครับ มาอยู่ถาวรก็เยอะ

ผมคิดถึงคำของคุณวิชัย สิ่งมีชีวิตในโรงแรมขึ้นมาทันทีเลยครับ

เรื่องการแต่งตัวไกด์ชาวเกาฯ ที่นี่ก็เป็นเหมือนกัน แล้วเรื่องที่สำคัญคือ...

มันพูดอังกฤษไม่ได้ มันบอกว่ามันพูดไทยได้ด้วย ..... เจงงง คับบบบ มันพูดได้เท่าเด็กอนุบาล

โหยยยย โดนมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก.........

แล้วการตรวจคนไข้ เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องประวัติ

บอกประวัติไม่ได้ กรูจะรู้มั้ยว่าเอ็งเป็นอารายมา ที่รพ.ผมมีล่ามเกาหลี 1 คน เธอคือ Miss LEE

เธอพูดไทยได้นิดหน่อย เพราะว่าเคยทำงานที่รพ.เอกชนในเมืองไทย มา 4-5 ปี แต่พูดอังกฤษเป็นไฟ

Miss LEE มีแฟนเป็นทัวร์ไกด์ พูดไทยได้มากกว่าพูดอังกฤษ แต่พูดขะแมร์ได้มากกว่าอีก 555

Miss LEE เธอยังเบื่อคนชาติเดียวกับเธอเลยครับ 555555

Miss LEE เธอเคยพูดประมาณว่าชาวเกาฯ ที่มาอยู่ที่นี่นั้น ส่วนมากมักเป็นพวกไม่ค่อยดี

หรือว่าอยู่ที่เกาหลีไม่ได้เลยต้องออกมาอยุ่ที่นี่ แต่ก่อนไปอยู่ที่เมืองไทยเยอะมาก

ต่อมาเลยย้ายมาอยู่ที่นี่ (สงสัยย้ายเพราะว่าอยู่ที่เมืองไทยไม่ได้555555)

 

แล้วคนเกาหลีไม่ค่อยทำประกันชีวิตครับ มารพ.ผมทีงี้ด่าเช็ด เรื่องราคาแพง

ที่ด่าไม่ใช่อะไรนะครับ อยากให้ลดราคา .........แล้วพี่พูดดี ๆ ไม่เป็นรึงัยครับ

อยากได้ราคาถูกมีมั้ย???   มีครับ คลีนิคหมอเขมรที่นี่งัย..... ก็ไม่เอา อยากได้ของดีแต่ไม่อยากจ่ายตังค์

เวลาจ่ายตังค์รู้มั้ยครับมันทำงัย............. มันด่าครับ ด่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

จะด่าทำ ห่าน....อะไรไม่ทราบ ก่อนตรวจเค้าก็แจ้งราคาก่อนแล้ว เซ็นต์รับทราบก็เซ็นต์แล้ว

จะมาโวยวายทามมายคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบ 

ผมก็ลูกจ้างนะครับ ผมก็ไม่ได้เป็นคนเซ็ทราคาเองซะหน่อย เฮ้อ .......

ของแบบนี้ก็เหมือนโรงแรมครับ คือมีหลายที่ ไม่พอใจก็ไปที่อื่นได้ ไม่ได้ว่าซะหน่อย

ให้ย้ายไปก็ไม่ไป จะรักษาที่นี่แต่ไม่จ่าย แบบ ไม่หนี ไม่มี ไม่จ่าย แถมด่าอีก เอากับมันดิครับ

แต่จะว่าไปก็เข้าใจเค้านิดหน่อยเพราะ รพ.เขมรที่นี่ก็รักษาน่ากลัวเหมือนกันนะครับ

 

แล้วแถมมารยาทชาวเกาฯ ก็สุดยอดอ่ะ เกิดมาเพิ่งเคยเจอ คือ คนไข้ผู้หญิงนอนอยู่บนเตียงตรวจ

แล้วทัวร์ไกด์ผู้ชายเอามือท้าวผนังข้ามตัวคนไข้ คุยกับคนไข้แล้วก็หันมาตอบเรา

อีกมือมันทำอะไรรู้มั้ยครับ ล้วงกางเกงไปเกาไข่มัน

โอ้ซซซซซซซซว์ว์ว์ว์  ช่างกล้าทำลงไปได้ เราสิทำหน้าไม่ถูกเลย 5555555

แต่คิดอีกทีก็ขำดี เอออออ ได้เจออารายแปลก ๆ อยู่ที่เมืองไทยคงไม่ได้เจออะไรอย่างนี้หรอกครับ

 

นี่ตั้งแต่ปีใหม่ผมไปส่งคนไข้ไปรักษาต่อที่พนมเปญ 2 คนแล้วครับ ผมได้ขึ้นรถไปส่งด้วยตัวเองด้วยครับ

เคสล่าสุดเมื่อวานนี้เองครับ ผมยืนยันเลยครับว่าถนนเสียมเรียบไปพนมเปญ ดีกว่าทางปอยเปตมาที่เสียมเรียบ

แต่กระนั้นก็ยังห่วยอยู่ดีครับ เป็นถนน 2 เลนส์ตลอด แล้วจะทำถนนให้มันเรียบไม่ได้รึงัยฟระ

วัวก็ชอบวิ่งตัดหน้ารถพยาบาลเป็นระยะ ไม่เคยเห็นวัวที่ไหนชอบเสียงไซเรนขนาดนี้เลยครับ

แล้วคนที่นี่ไม่เคยคิดจะหลบรถให้รถพยาบาลเลยครับ กูจะไปก่อนให้ได้ ใครจะตายช่างก็มันมั้งครับ

ระยะทางแค่ 330+กม. ใช้เวลา 5 ชม.ครับ

นี่ไปกับรถที่มีไซเรนนะครับ ผมต้องนั่งกับคนไข้เพราะว่าคนไข้อาการไม่ดีมาก ๆ

อาเจียนเป็นเลือดไหลไม่หยุด ช๊อค ความดันตกเป็นระยะ ๆ ใช้ท่อช่วยหายใจ ให้ยาดริปกระตุ้นหัวใจ

ไตวายเฉียบพลัน ตับก็วาย การแข็งตัวของเลือดผิดปกติอีก 3 เท่า แย่พอมั้ยครับ

คนเฝ้าก็นั่งลุ้นครับว่าจะแย่กลางทางมั้ย ไม่อยากปั๊มบนรถครับ

แล้วพอรถเบรกที คนไข้บนเตียงไถลไป ไถลมา ส่วนคนที่เฝ้าอยู่น่ะหรอครับ

โน่นครับ กลิ้งเป็นลูกขนุนไปรวมกันทางนึง 55555555

พอลุกได้ ก็มาดูคนไข้ใหม่ว่าเป็นงัย อ้าว...โอเค ไปต่อได้ ก็ไป อีกซักหน่อยเบรกหัวคะมำอีกละ

เฮ้อ กลับมาระบมไปหมดครับ เคสนี้ไปถึงพนมเปญโดยปลอดภัย แต่ได้ข่าวมาเมื่อเช้าว่าเดดแล้ว

คนไข้ก็หมดเวรหมดกรรมไปครับ เหลือเรามานั่งใช้เวรใช้กรรมต่อไป

 

นี่แล่ะครับมันเลยเหนื่อย ๆ หน่อย

 

 

วันนี้ยังนั่งทำงานอยู่ที่รพ.คับ ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด เพราะว่าเก็บวันหยุดไว้กลับเมืองไทยครับ

ว่าจะไปหาคุณมัลลิกาคับ ผมเลือกกลับช่วงวันตรุษจีนด้วย ไม่รู้ว่าปีนี้จะโดนคุณมัลลิกาไถแต๊ะเอียเท่าไหร่

ปีที่แล้วแลกเวรไม่ได้ คุณมัลลิกาบ่นอุบเลยครับ ว่าได้แต๊ะเอียจากผมแค่หมื่นเดียว

ทีตอนเด็ก ๆ ผมได้แค่ 200 ยังไม่บ่นเล๊ยยยยยยยย

คุณ ๆ ว่ามั้ย.....

...

..

.

 

 

 

ผู้หญิงที่ชื่อมัลลิกา

posted on 25 Dec 2008 11:43 by idiopathic

คุณมัลลิกา เป็นหญิงลูกครึ่งไทย-จีน

เป็นลูกคนที่ 4 ของครอบครัวที่ไม่ค่อยจะอบอุ่น

เธอจบชั้นป.4 จากรร.แถวบ้าน แล้วก็ต้องออกมาช่วยแม่ค้าขาย (พ่อไอเป็นเลือด เสียชีวิต)

เพื่อส่งเสียลูกชายของครอบครัว ให้เรียนสูง ๆ ตามแบบฉบับครอบครัวคนจีน (แต่พี่ชายก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนให้คุ้มกับการที่คนอื่นไม่ได้เรียน มาหาเงินให้ตัวเองเรียนเล้ยยยยย.. พี่ชายคนรองเธอจบป.6 ก็ไม่เรียนต่อ ด้วยเหตุว่าอยากออกมาหางานทำ งานแรกคือ...........ปั่นสามล้อถีบ)

เธอค้าขายมาทั้งชีวิต อายุ 12 ก็ถือเงินหมื่น นั่งรถทัวร์ไปสำเพ็งคนเดียว

เพื่อซื้อของกลับมาขาย หาเงินมาเลี้ยงแม่คนจีนที่เป็นเบาหวาน(เพราะขายน้ำหวาน เลยกินน้ำเก็กฮวยแทนข้าว)ต้องตัดขาไปข้างนึง เบาหวานกินตามองอะไรก็ไม่เห็น

พอครอบครัวเริ่มจะดี พี่ชายคนโตก็ฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเรื่องผู้หญิง

แม่เธอก็เครียดเพราะหวังกับลูกคนนี้ไว้มาก พี่สาวคนโตที่แม่ส่งเรียนภาษาจีนได้สามีที่ฮ่องกง

ก็โกรธแม่ ไม่ยอมกลับมาช่วยเหลือครอบครัวแต่อย่างใด

เหลือพี่ชายคนรอง ที่ถ่านก็ไม่เอา แก๊สก็ไม่เอา มารบกวนอยู่เรื่อยๆ

จนมีลูกพี่ชาย 3 คน ก็เอามาให้คุณมัลลิกาเลี้ยงจนโต

 

คุณมัลลิกามีแผงลอยที่เช่าขายของมาตั้งแต่คุณมัลลิกายังเด็ก จนทุกวันนี้

คุณมัลลิกา เป็นคนที่ปากตรงกับใจมากกกกกกกกกกกกกกก.... เช่น ไปงานโอทอปเมื่อไม่นานมานี้ 

ถามเธอว่า กินน้ำพริกหนุ่มมั้ย    ----- >   คุณมัลลิกา: ไม่เอาอ่ะ ไม่อร่อย

อ๊ากกกกกกซซซ์ ....พูดโคตรดัง...กลางงานเลยอ่ะ กลัวแม่ค้าเดินออกมาตบสุด ๆ

เรื่องอร่อยนี่ก็เหมือนกัน ไม่เคยมีอะไรอร่อยในสายตาเธอ เพราะทุกอย่างแค่ " พอกินได้ "

ซื้ออะไรมาให้เธอ เธอก็ชมแค่ " พอกินได้ "

 

วันหนึ่ง ที่ร้านทองข้างแผงมีการซ่อมแอร์ ช่างแอร์ก็เจาะปูนโดยไม่บอกคุณมัลลิกา

คุณมัลลิกาไม่ได้ผ้าคลุมของก็ตะโกนขึ้นทันที

คุณมัลลิกา: เฮ้ย.... หมาตัวไหนมันทำฝุ่นลงของกูวะ มึงลงมาให้กูเตะซะดี ๆ

โหหหหหหหหหหหห ตรงนั้นอ่ะ กลางตลาด กลางเมืองเลยครับพี่น้อง โคตรกล้าเลยครับ

คุณมัลลิกาอาละวาดฟาดงวงฟาดงาอยู่พักนึงครับ

ก็มีผู้ชายคนนึงเดินลงมา เป็นหัวหน้าช่างแอร์ครับ มาขอโทษ มีรึที่คุณมัลลิกาจะยอม

ยื่นคำขาดครับ ไม่ให้เตะมีเรื่องแน่ สุดท้าย.......หัวหน้าช่างโดนเตะกลางตลาดไป 3 ที 5555555

หัวหน้าช่างกลับชอบครับ ถูกใจว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนจริง (สงสัยซาดิสต์น่าดู)

เลยเข้ามาจีบ จนได้แต่งงานกับคุณมัลลิกา ตอนนี้มีลูก 3 คนแล้วครับ

 

เธอมีลูกคนแรกได้ 7เดือน ไฟไหม้บ้านที่เช่าครับ หมดเนื้อหมดตัว ช้อนจะกินข้าวยังไม่มีเลยครับ

แต่เธอไม่ยอมแพ้ครับ ส่งสามี เอ๊ย... สามีเลยสมัครไปทำงานที่ลิเบีย ได้กลับบ้านปีละครั้ง

อยู่ที่ลิเบียถึง 10 ปี กลับมาลูกแทบจำหน้าไม่ได้ 

คุณมัลลิกาแทบไม่เคยหยุดขายของครับ หยุดแค่ไหว้ตรุษกับสารทจีน

สงกรานต์ต้องหยุดเพราะมันสาดน้ำ นอกนั้นไม่หยุดครับ ป่วยก็ไม่หยุด

เธอบอกว่าแม่และลูกหลานของเธอต้องกินต้องใช้ทุกวัน

ไม่มีวันหยุด แบบวันนี้ไม่กินละกัน........ ไม่มีครับไม่มี

เด็ก 6 คน วัยกำลังกิน กำลังนอน กินข้าวสารเดือนละกระสอบครับ สุดยอดดดดดดด

ขนมถุงไม่เคยซื้อครับ เปลือง..... นี่เลยครับ กล้วยบวชชี บวชทีนึง กล้วยเป็นเครือ

หม้อเบอร์ 40 นิ้วอ่ะครับ อย่าคิดว่ากินได้หลายวัน  สองวันครับหมดหม้อ

ข้าวเหนียวแดง ใส่ถาดเลยครับ แบบที่เค้าขายกันน่ะครับ 4 ถาดแป๊บเดียวครับ

ไม่ค่อยแน่ใจเลยครับ....ว่าลูกหลานเธอมีกี่กระเพาะ

 

ที่ขายของ แผงข้างกันเสือกขายของเหมือนกัน แย่งลูกค้ากัน

ไม่ถูกกันเลยครับพี่น้อง แค่ไม่เดินไปตบกันก็บุญแล้ว

คุณมัลลิกาจำไม่เคยได้ ว่าวันนี้ตัวเองขายของได้เท่าไหร่ แต่รู้ของร้านศัตรูอย่างละเอียดอ่ะ เช่น

คุณมัลลิกา: วันนี้ร้านมันขายกระเป๋าได้ 4 ใบ เป็น 199บ. 2 ใบ, 250บ. ใบนึง, 159บ. อีกใบ ที่ตัดเล็บ 2 อัน 25 บาท กุญแจ 2 อัน 49 บาท หวี 4 อันละ 10 รวมมันขายได้ 995 บาท

โอ๊ย!!!!!! ค่ะ คุณพระช่วย......... ไปรู้ได้งัยคะ 

คุณมัลลิกา: อ๊าวววว...ก้อดูว่ามันขายอะไรไป เค้าจ่ายเท่าไหร่ ทอนเงินเท่าไหร่ ขำเลืองดูก็รู้

อืมมมมม...0*0 เอาเข้าไป แล้วของตัวเองล่ะ จำไม่ได้ 555555...

 

คำพูดประจำ "คนเรามันขึ้นอยู่กับสันดานและการอบรม" เอ่อ... ฟังเหมือนด่าใครอยุ่มั้ยครับ

แต่เธอนั่งยัน นอนยันเลยครับว่าไม่ได้ด่าใคร แต่ทุกคนเป็นอย่างนี้แน่นอน

 

จนสามีเธอกลับมาจากลิเบีย ช่วงที่มีเรื่องเพชรซาอุฯครับ เธอเลยเริ่มมาขายของตามงานปี งานย่าโม 

จัดรายการตามห้าง จนชีวิตเริ่มสบายขึ้น แม่เธอก็ป่วยจนเสียไป

แล้วก็โดนปัญหาพิษเศรษฐกิจปี 41 เจ๊งครับ

กลับมาขายของแผงลอยเหมือนเดิม แต่เธอก็ทนเลี้ยงลูกโตจนจบปริญญามาได้  

(เธอให้ความสำคัญกับการศึกษามากครับ เพราะเธอว่าเธอได้เรียนน้อย ไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่น)

ตอนนี้มันก็พอหาเลี้ยงเธอได้บ้าง แต่มันกลัวแม่มันสบายเกินไป เลยไปซื้อที่อากาศดีๆนอกเมือง

แล้วเปิดร้านโชว์ห่วยให้ขายเล่นๆ มีหรอ ที่มัลลิกาจะทำอะไรเล่นๆ ขายเอาจริงเอาจังมาก

ทุกวันนี้เงินหมุนที่ร้านโชว์ห่วยเดือนละประมาณสองแสน กำไรเดือนละ ประมาณ 15 %

นี่แหล่ะขายเล่นๆ ของคุณมัลลิกา

 

ตอนนี้คุณมัลลิกาติดจิบเบียร์ทุกเย็น บอกเธอว่าถ้ายังกินไม่เลิกจะไม่ไปหาเธออีก

คุณมัลลิกา: ให้กินไปเหอะ เดี๋ยวตายไปจะมาเคาะโลงเรียกให้มากิน ตอนนั้นมาไม่ได้แล้วนะ

ดู๊ดู....เธอตอบสิครับ

 

แสบมั้ยครับ แม่ผม ....

 

ผมเองจำได้ที่เก่าที่สุด เมื่อสัก 3 ขวบกว่าๆครับ
เหมือนเรารู้ตัวครั้งแรกก้อมาอยู่ตรงนี้เลย

ยืนเกาะประตูเหล็กหน้าบ้านหันมามองดูอาม่าอยู่
จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นอาม่าทำอะไรอยู่

ตอนนั้นอยู่อนุบาล 1 แล้วแน่ๆ

เพราะว่าใส่ชุดนักเรียน อนุบาลบวรที่โคราช
เสื้อพละสีแดงกับกางเกงขาสั้นสีขาว (คิดได้งัยอ่ะ เด็กมันเล่นเปื้อนจะตาย)

มันเป็นมุมที่คลาสสิคมากนะในสายตาผมอ่ะ
บ้านเช่าเก่าๆ 2 ชั้น เป็นห้องแถวไม้
แต่ประตูหน้าบ้านเป็นประตูเหล็กเลื่อนมาปิดตรงกลาง
ตัวบ้านโล่งยาวไปถึงหลังบ้าน
แล้วก็กั้นเป็นครัว
มีห้องน้ำห้องเดียว หลังบ้านมีท้องร่อง
ให้น้ำเสียจากทุกบ้านไหลไปลงท่อน้ำทิ้งของเทศบาล

มีบันไดก่อนห้องน้ำ ไปชั้นสอง ที่กั้นเป็นห้องพ่อกันแม่
ส่วนอื่นโล่งยาว
มีโต๊ะหมู่บูชาพระของอาม่า
ใหญ่มากกกกกกกกกกกกกก เพราะว่าอาม่าผมเป็นคนทรงด้วย

ตอนนั้นผมก็ออกจะกลัวเหมือนกัน

แต่มีองค์นึงที่ผมไม่กลัว คือหลวงพ่อเต่า เป็นหยกทั้งองค์ครับ ใหญ่ประมาณ 15 ซม.
แกะเป็นรูปเต่า ต้องเอาผักบุ้งไปถวายด้วยครับ
แล้วก็อธิษฐานให้เรียนเก่งๆทุกครั้ง(ทำไมไม่อธิษฐานให้หน้าตาดีนะนี่)

ผมเป็นเด็กที่ติดอาม่ามากๆ ไปไหนมาไหนอาม่าต้องเอาไปด้วย
ประมาณว่าขี้แยขี้อ้อน
อาม่ามีหลานตอนนั้น 4 คน ต่อมาทีเพิ่มอีก 2 คน
ชาย 5 หญิง 1 อาม่าผมเลี้ยงทุกคนเลยครับ
โอ๊ย คงยุ่งเหมือนยุงตีกันเลย
พวกผมทุกคนนอนกับอาม่าที่หน้าโต๊ะพระ จนย้ายออกจากบ้านนั้น ตอน ป.3
เพราะว่ามันเล็กเกินไป หลาน 6 คน แค่วิ่งก้อโคตรเวียนหัวแล้วครับ

ลองคิดดูแล้วผมเองมีความจำเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นไม่มากเท่าไหร่ 
จริงๆมันก็ไม่ค่อยเหมือนบ้านในอุดมคติ
แต่เชื่อไหมครับ ว่ามันยังจำได้อยู่เลย
ว่าครั้งแรกที่เราจำความได้มันคือบ้านหลังนี้
  

แล้วคุณละครับ จำได้มั้ย ว่าครั้งแรกที่จำความได้นั้น
อยู่ที่ไหน และกำลังทำอะไร

ลองบอกผมหน่อยนะครับ

edit @ 22 Dec 2008 16:47:29 by เรื่องที่หาเหตุและผลไม่ได้

edit @ 22 Dec 2008 17:24:52 by เรื่องที่หาเหตุและผลไม่ได้